เลือกหูฟังยังไงให้เหมาะกับการใช้งาน? เรามีคำตอบมาบอกกันแล้ว

สำหรับบางคนการเลือกซื้อหูฟังสักอันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ขอแค่มีเสียงออกมาให้ได้ยินก็พอแล้ว
แต่กับบางคนต้องการมากกว่านั้น แค่ได้ยินเสียงออกมาจากหูฟังก็ยังไม่พอ แต่คุณภาพเสียงต้องอยู่ในระดับที่ดีด้วย
แต่คำถามคือเราจะเลือกหูฟังยังไงให้ได้มาตรฐานที่ดี และเหมาะกับการใช้งานของแต่ละบุคคล
เพราะในเมื่อคำว่า ‘ดี’ ของแต่ละคนไม่เท่ากัน อีกทั้งบางคนก็ไม่ได้ต้องการหูฟังที่ดีขั้นสุดยอดขนาดนั้น
ด้วยเหตุนี้เราจึงนำวิธีการคัดเลือกหูฟัง ตามความต้องการของแต่ละบุคคลมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้
ก่อนเข้าประเด็นหลัก เราขอแวะมาอธิบายคำว่า ‘โอมห์’ ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ โดยโอมห์ (Ohm)
หมายถึงความต้านทานของหูฟัง ยิ่งมีค่าโอมห์สูงก็ยิ่งเปิดวอลลุ่มสูงตามไปด้วย เพื่อให้หูฟังมีเสียงดังมากขึ้น
แต่ถ้าหูฟังมีค่าโอมห์ต่ำก็ไม่จำเป็นต้องเร่งมากนัก เสียงของหูฟังก็ดังมากพออยู่แล้ว
เมื่อเข้าใจแล้วก็มาต่อกันที่วิธีเลือกหูฟังตามการใช้งานกันเลยดีกว่า
โดยสิ่งแรกที่คุณต้องทำคือคิดก่อนว่าจะซื้อหูฟังไปทำอะไร ใช้งานกับเครื่องเล่นแบบไหน
เนื่องจากหูฟังบางรุ่นไม่ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานทุกประเภท แม้ว่าจะได้ยินเสียงเหมือนกัน
แต่คุณภาพที่ได้กลับต่างกันอยู่พอสมควร หากคุณเป็นคนที่หูดีมากๆ อาตรู้สึกไม่ค่อยโอเคกับคุณภาพเสียงอย่างแน่นอน
ดังนั้นถ้าคุณต้องการใช้หูฟังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องเลือกใช้หูฟังให้เหมาะกับประเภทการใช้งานด้วย
เมื่อคุณกำหนดได้แล้วว่าจะซื้อหูฟังไปทำอะไรและใช้กับอะไร
ทีนี้ก็เป็นคราวที่ต้องมาตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกใช้หูฟังแบบไหนใน 4 ประเภทที่มีอยู่ในตอนนี้
แบบแรกคือ Earbuds เป็นหูฟังทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ยัดเข้าไปในรูหู แต่เป็นการใส่เข้าไปในหูธรรมดา
ทำให้เวลาใส่หูฟังแล้วจะรู้สึกสบายหูกว่าแบบอื่นๆ แต่ปัญหาคือถ้าใส่ไม่ดีก็พร้อมหลุดได้ตลอดเช่นกัน
แถมยังเป็นหูฟังที่มีโอกาสโดนเสียงจากสภาพแวดล้อมภายนอกเข้าแทรกได้ตลอดเวลาอีกด้วย
ดังนั้นถ้าเลือกใช้แบบนี้ก็ต้องใส่ให้ดีๆ หน่อยก็แล้วกัน
ประเภทต่อมาคือ In-Ear หูฟังชนิดที่ยัดเข้าไปในรูหูโดยตรง
ซึ่งจะดีกว่าประเภทแรกในเรื่องการกันเสียงรบกวนจากภายนอก
และยังสามารถจับรายละเอียดของเสียงได้ดีกว่าพอสมควรเลย ส่วนประเภทถัดมาคือ Full-Size
เป็นหูฟังชนิดครอบหูคล้ายๆ ที่พวกดีเจชอบใช้กัน หูฟังประเภทนี้เหมาะกับคนที่ชอบฟังเสียงแบบก้องกังวาล
เพราะเป็นหูฟังที่กว้างจึงจับเสียงดนตรีได้ครบกว่าอีก 2 ชนิดข้างต้น
ส่วนหูฟังแบบสุดท้ายคือ On-Ear เป็นหูฟังที่มีหน้าตาคล้ายๆ กับ Full-Size
แต่มีวิธีการใช้งานต่างกันอยู่พอสมควร ขณะที่แนวทางของเสียงแม่จะดีกว่า แต่ถ้าไม่ใช่คนหูละเอียดมากจริงๆ
ก็จะรู้สึกว่าไม่ห่างกันมากสักเท่าไหร่ แต่ปัญหาของหูฟังชนิดนี้คือเจ็บหูกว่าเท่สนั้นเอง
เมื่อรู้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะพอเข้าใจแล้วว่า
ตนเองต้องการหูฟังแบบไหนและสามารถเลือกสิ่งที่เข้ากับตัวเองได้มากที่สุด

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *